13 สถานที่จริง !! ที่ดูยังไงก็เหมือนว่า หลุดมาจากเทพนิยายแฟนชาซี !! สักครั้งในชีวิตจะต้องไปให้ได้ !!

ถ้าหากคุณเป็นคนที่ชอบนิยายหรือภาพยนต์แนวแฟนตาซี จะต้องเคยคิดวาดฝัน และจินตนาการถึง โลกแห่งจินตนาการ โลกแฟนตาซี สถานที่ที่เหมือนฝันเหล่านั้น ผมมั่นใจว่าหลายๆคนคงเคยคิดอยากจะหลบไปพักผ่อนปัญหาทางใจกันทั้งนั้น แต่ก็นะ มันจะไปทำแบบนั้นได้อย่างไรกันครับ เนอะ! ก็มันไม่มีอยู่จริง!!

สะที่ไหนกันละครับ!! วันนี้เราทีม BaaBinz ได้หามาให้คุณได้ดูกันแล้ว 13 สถานที่ ที่มีอยู่บนโลกเราจริงๆ ที่ดูยังไงก็ไม่อยากจะเชื่อว่านี่คือของจริง แต่มันก็คือสถานที่จริงแน่นอนครับ ไม่มีการตัดต่อใดๆทั้งสิ้น มาดูกันว่า มันจะสวยอลังการถึงขนาดไหนกัน

1. Avenue Of The Baobabs, Madagascar (สวนเบาบับ มาดากัสการ์)

Avenue of the Baobabs ถนนแห่งต้นเบาบับ ที่เรียงรายกันดูสวยงาม ต้นเบาบับนี้จะมีความสูงเฉลียอยู่ที่ 30 เมตร และมีอายุกว่า 800 ปี ซึ่งต้นเบาบับเป็นไม้พันธุ์พื้นเมืองและเป็นสัญลักษณ์ของประเทศมาดากัสการ์ นอกจากความสวยแปลกที่เป็นเอกลักษณ์แล้ว ต้นเบาบับยังได้ชื่อว่าเป็นต้นไม้แห่งชีวิต เพราะจากความอยู่ทนอยู่นานทำให้ชาวบ้านสามารถใช้ประโยชน์จากต้นเบาบับได้มากมาย เช่น สามารถใช้เป็นที่พักอาศัยในต้นที่ใหญ่และกลวง ผลของเบาบับสามารถกินได้ และยังสามารถดื่มน้ำจากรากและลำต้นได้อีกด้วย

2. Cave Of Crystals, Naica, Mexico (ถ้ำคริสตัลแห่งนาอิก่า ประเทศเม็กซิโก)

ถ้ำคริสตัลยักษ์นี้เป็น 1 ในถ้ำที่สวยที่สุดในโลก และแปลกที่สุด แห่งหนึ่งในเม็กซิโก ที่พึ่งถูกค้นพบเมื่อปี 2000 ทุกคนต่างตกตะลึงที่ได้พบเห็นคริสตัลจำนวนมากมาย แต่ที่แตกต่างจากถ้ำอื่นๆ คือ คริสตัลถายในถ้ำนั้นใหญ่โต อย่างประหลาด คริสตัลบางอันมีขนาดยาวถึง 11 เมตร และหนักกว่า 55 ตัน แต่ภายในถ้ำมีอุณหภูมิที่สูงมาก ไม่สามารถอยู่ได้นานเอาจเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตได้ จากการศึกษาของ Garc?a-Ruiz กล่าวว่า สาเหตุที่ทำให้เกิดคริสตัลยักษ์นี้ เนื่องจากภายในถ้ำนี้แคบ และอุดมไปด้วยน้ำแร่เข้มข้น และมีอุณหภูมิคงที่อยู่ที่ 58 องศาเซลเซียส และมีความชื้นถึงขีดสูงสุดคือ 100% ซึ่งเหมาะสมต่อการตกผนึกอย่างยิ่ง ผลึกแร่ที่เก่าแก่ที่สุดในถ้ำนี้มีอายุมาแล้วถึง 500,000 ปี

3. Pillars Of Light, Wyoming (เสาแห่งแสง รัฐไวโอมิง สหรัฐอเมริกา)

เสาแสงเหล่านี้เกิดจากการกระทบกันระหว่างแสงและพลึกคริสตันน้ำแข็งที่ล่องลอยอยู่กลางอากาศ ความสวยงามนี้ราวกับว่ามีวิหารที่มองไม่เห็นอยู่ตรงนั้นยังงั้นนั่นละ

4. Rainbow Eucalyptus, Indonesia (ต้นยูคาลิปตัสสายรุ้ง ประเทศอินโดนีเซีย)

สาเหตุที่คนทั่วไปนิยมเรียกต้นไม้ชนิดนี้ว่ายูคาลิปตัสสายรุ้ง เนื่องจากพื้นที่เปลือกไม้บริเวณลำต้นและกิ่งไม้ของต้นไม้ชนิดนี้ถูกแต่งเติมไปด้วยสีสันมากมาย อันเกิดขึ้นมาจากกระบวนการทางธรรมชาติ หลายคนที่ได้เห็นต้นไม้ชนิดนี้เป็นครั้งแรกอดคิดไม่ได้ว่าใครหนอช่างมือบอนเอาสีมาทาต้นไม้ แต่เมื่อทราบความจริงในภายหลังว่าสีสันเหล่านั้นเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติก็ทำให้เกิดคำถามด้วยความประหลาดใจว่าทำไมธรรมชาติถึงได้สร้างสรรค์สิ่งที่สวยงามนี้ขึ้นมาได้

5. Lake Hillier, Australia (ทะเลสาบสีชมพู ประเทศออสเตรเลีย)

Lake Hillier เป็นทะเลสาบน้ำเค็มที่ตั้งอยู่ในเกาะขนาดใหญ่ที่สุดของหมู่เกาะ Recherche Archipelago ประเทศออสเตรเลีย ห้อมล้อมไปด้วยเกาะเล็กเกาะน้อยกว่า 105 เกาะ ลักษณะเด่นที่ทำให้ทะเลสาบแห่งนี้มีชื่อเสียงไปทั่วโลกก็คือ เป็นทะเลสาบที่มีน้ำเป็นสีชมพู ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่น่าทึ่งมาก ถูกค้นพบครั้งแรกโดยกัปตัน Matthew Flinders ขณะเมื่อเขาขึ้นไปยังจุดสูงสุดของเกาะในปี 1802 น้ำในทะเลสาบถูกนำไปวิเคราะห์ทางวิทยาศาสตร์ แต่ก็ยังไม่สามารถหาสาเหตุของปรากฏการณ์ประหลาดนี้ได้ว่าเกิดจากอะไรน้ำถึงเป็นสีชมพู มีสมมติฐานมากมาย แต่ที่ฟังดูมีเหตุผลมากที่สุดเนื่องจากในน้ำมีแบคทีเรียที่ชื่อว่า Dunaliella อาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก ซึ่งแบคทีเรียชนิดนี้จะผลิตสารสีแดงเพื่อใช้ในการดูดซับแสงอาทิตย์ ทำให้น้ำในทะเลสาบเปลี่ยนสีเป็นสีแดงอ่อนๆ เมื่อกระทบแสงแดดจึงสามารถมองเห็นเป็นสีชมพู

6. Dark Hedges, Northern Ireland (อุโมงค์ต้นบีช ประเทศไอร์แลนด์)

"เดอะ ดาร์ก เฮดจ์" หรือที่รู้จักกันในชื่อว่า "แนวไม้แห่งความมืด" หรือ "พุ่มไม้แห่งความมืด" อุโมงค์ที่เกิดจากต้นไม้ธรรมชาติ บนถนนเบอเกจห์ ในเมืองอาร์มอย ของประเทศไอร์แลนด์ทางตอนเหนือ ทั้งหมดคือต้นบีช ที่มีอายุมากกว่า 300 ปี ทอดแนวยาวไปตลอดถนนเบอเกจห์ถนนสายเก่าแก่ที่ได้รับคการยอมรับว่ามีความสวยงามมากเป็นอันดับต้นๆของโลก โดยต้นบีชเหล่านี้ถูกปลูกขึ้นในช่วงศตวรรษที่ 18 โดยครอบครัวสจ๊วต เพื่อสร้างความประทับใจให้ กับผู้คนที่จะเดินทางเข้าสู่บ้านของพวกเขานั่นเอง

7. Zhangye Danxia Geopark, China (ภูเขาสีรุ้ง ประเทศจีน)

ภูเขาสีรุ้ง ประเทศจีน เป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ ที่เรียกได้ว่าเป็นงานศิลปะจากธรรมชาติ เป็นชั้นหินที่เกิดจากการทับถมของสิ่งตกจมจากหินอื่นๆ และจากซากชีวิตทั้งมวลทับถมกันหลายต่อหลายชั้น และเกิดจากการกัดกร่อนและการผุพังไปตามธรรมชาติของหิน ทรายสีแดงที่ทับถมรวมกับตะกอนอื่นๆ จนเกิดเป็นพื้นที่มีสีให้เห็น ยิ่งเวลาหลังฝน ยิ่งจะเห็นสีได้เด่นชัดขึ้น

8. Mount Grinnell, Montana, USA

เชื่อหรือไม่ ว่าภาพนี้คือหุบเขาหนึ่งของอุทยานแห่งชาติ Glacier รัฐมอนตาน่า และสีของมันจริงๆแล้วจะออกสีเทาๆด้วยซ้ำไป ภาพนี้ถูกถ่ายขึ้นโดยช่างภาพที่มีชื่อว่า Harry Lichtman ช่วงที่แสงแห่งอรุณยามเช้าสาดส่องมากระทบกับหุบเขาอย่างพอดิบพอดี ยิ่งมีพืนน้ำที่นิ่งราวกระจกนี้ ทำให้เห็นเหมือนกับว่ามีอัญมณีขนาดใหญ่ลอยอยู่ตรงนั้นยังงั้นเลย

9. Red Beach, Panjin, China (หาดสีแดง มหัศจรรย์แห่งเมืองผานจิ่น ประเทศจีน)

"เรดบีช" (Red Beach) หรือที่รู้จักกันในอีกชื่อว่า "หาดสีแดง" เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงและกำลังเป็นที่ฮือฮากันอย่างมากในปัจจุบัน โดยหาดแห่งนี้อยู่ในพื้นที่ชุ่มน้ำขนาดกว้างใหญ่ในเขตผานจิ่น เมืองในมณฑลเหลียวหนิง ของสาธารณรัฐประชาชนจีน โดยปรากฏการณ์หาดสีแดงนั้นเกิดจากสาหร่ายสีแดงชนิดหนึ่งที่เติบโตได้ดีในดินเค็มในช่วงฤดูร้อน คือช่วงเดือนเมษายนจนไปถึงเดือนพฤษภาคมสาหร่ายจะยังเป็นสีเขียว หลังจากนั้นในช่วงฤดูใบไม้ร่วงสาหร่ายจะเริ่มเปลี่ยนสีเป็นสีแดง ซึ่งกินพื้นที่กว่า 100 ตารางกิโลเมตร เวลานี้เองชายหาดทั้งหาดจะถูกปกคลุมไปด้วยพรมแดงที่ไม่มีที่สิ้นสุด ก่อเกิดเป็นภูมิทัศน์ทะเลสีแดงที่หาดูได้ยากยิ่ง ปัจจุบันชายหาดแห่งนี้ได้กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวทั้งในและต่างประเทศ

10. Geometric Frozen Pond, Switzerland (ทะเลสาบแช่แข็งทรงเลขาคณิต ประเทศสวิตเซอร์แลนด์)

ไม่มีใครรู้แน่ชัดว่าทำไมน้ำที่ถูกความเย็นที่ต่ำกว่า 0 องค์ศานี้แปลสภาพจับแช่แข็งออกมาได้ในรูปแบบที่เห็นกันนี้ บ้างก็ว่ามันค่อยๆแข็งตัวอย่างช้ามากๆ ทำให้คริสตั้นน้ำแข็งค่อยขยายตัวใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ จนมีขนาดมหึมา และอาจะเป็นเพราะน้ำในสระนี้เป็นน้ำแร่ธรรมชาติก็เป็นได้ 

11. Camel Thorn Trees, Namibia (ต้นคาเมลธอร์น ประเทศนามิเบีย)

รูปภาพข้างบนนี้ไม่ใช่ภาพวาดหรือถูกตกแต่งขึ้นอย่างแน่นอน แต่เป็นภาพที่ถ่ายจากสถานที่จริงโดยช่างภาพของ เนชั่นแนลจีโอกราฟฟิก ผู้มีชื่อว่า Frans Lanting ภาพนี้ถ่ายที่ Namib-Naukluft Park ในนามีเบีย ต้นไม้เหล่านี้มีชื่อว่าต้น camel thorn แสงสีส้มเป็นแสงสะท้อนของดวงอาทิตย์ที่กำลังขึ้นในนามีเบีย แสงตกกระทบกับทรายสีแดงที่เป็นฉากหลังโดยมีหญ้าสีขาวขึ้นแซมบนทราย ส่วนพื้นดินมีสีฟ้าเพราะแสงจากท้องฟ้าสะท้อนกระทบกับพื้นดินด้านล่าง มันเป็นภาพที่สวยงามและสงบเหมือนในความฝันจริงๆ

12. Salar De Uyuni, Bolivia (ผืนฟ้าจรดผืนโลก ซาลาร์ เดอ อูยูนี ประเทศโบลิเวีย) 

ซาลาร์ เดอ อูยูนี ตั้งอยู่ในภาคตะวันตกเฉียงใต้ของโบลิเวีย ห่างจากกรุงลาปาซเมืองหลวงของประเทศโบลิเวีย เป็นประเทศที่ไม่มีทางออกสู่ทะเล ซึ่งโดยแต่เดิมนั้นโบลิเวียเคยเป็นส่วนหนึ่งของจักรวรรดิอินคา ในคริสต์ศตวรรษที่ 16 มาก่อน ซึ่งโดดเด่นในเรื่องของสถานที่ท่องเที่ยวแปลกๆ และก็คงหนีไม่พ้น ทะเลเกลือที่ซาลาร์ เดอ อูยูนี ซึ่งถ้าว่ากันตามจริงแล้ว ที่ราบเกลือ หรือทะเลเกลือลักษณะแบบนี้มีอยู่หลายแห่งด้วยกัน แต่ด้วยความที่ทะเลเกลือซาลาร์ เดอ อูยูนีนั้นมีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก โดยมีอาณาเขตกว้างใหญ่ไพศาลมากถึง 10,582 ตารางกิโลเมตรเลยทีเดียว ทำให้เราสามารถมองเห็นทุกอย่างสะท้อนราวกับกระจก

13. Waitomo Caves, New Zealand (ถ้ำไวโตโม ประเทศนิวซีแลนด์)

ถ้ำเรืองแสงสุดแปลกประหลาดนี้ มีชื่อว่า ถ้ำไวโทโม (Waitomo Caves) ซึ่งเป็นภาษาพื้นเมืองที่ได้จากการรวมคำสองคำ คือคำว่า "wai" ที่แปลว่า "น้ำ" และคำว่า "tomo" ที่แปลว่า "หลุม บ่อ หรือ ถ้ำ" เมื่อนำมารวมกันจึงมีความหมายว่า ถ้ำที่มีน้ำไหลผ่าน บริเวณทางตอนใต้ของเมือง Waikato ค้นพบครั้งแรกเมื่อปี ค.ศ. 1887 โดย Fred Mace นักสำรวจชาวอังกฤษ ภายใต้การนำทางของหัวหน้าชาวเผ่าเมารีพื้นเมือง Tane Tinorau หลังจากที่มีการค้นพบในครั้งแรกก็มีการบอกต่อกันถึงความงดงามภายในถ้ำ ที่มีความสวยงามราวกับดวงดาวในท้องฟ้ายามค่ำคืน จนชื่อเสียงของถ้ำไวโทโมแพร่กระจายออกไปเป็นวงกว้าง ทำให้ในปัจจุบันมีผู้คนหลั่งไหลมาเยือนอย่างมากมาย ถึงปีละ 4 แสนคนเลยทีเดียว อะไรที่ทำให้ถ้ำแห่งนี้สามารถเรืองแสงได้ คำตอบก็คือ แมลงเรืองแสงตัวจิ๋ว ที่มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Arachnocampa luminosa ลักษณะของมันจะคล้ายกับยุงที่เรารู้จักกันเป็นอย่างดี ซึ่งแมลงชนิดนี้นั้นสามารถเรืองแสงได้ตลอดช่วงชีวิตของมัน

ขอขอบคุณข้อมูลจาก : whatculture



บทความแนะนำ